| หลายๆ คนที่เลี้ยงปลา คงเคยเจอปัญหาปลาป่วย ปลาตกเลือด ท้องบวม เกล็ดตั้ง บางคนอาจจะรู้ว่าเกิดจากอะไร บางคนอาจจะยังงงๆ อยู่ว่าโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ร้านขายปลา หรือหมอที่โรงพยาบาลสัตว์บอกมาเนี่ย มันคืออะไร แล้วรู้ได้ยังไงว่าปลาติดเชื้อแบคทีเรีย บทความนี้จะช่วยตอบข้อสงสัยของคุณเกี่ยวกับอาการของโรคติดเชื้อแบคทีเรีย และวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นค่ะ | ||||||||||||||||||
|
อาการของโรคติดเชื้อแบคทีเรีย แบคทีเรียที่ก่อโรคในปลาจะมีหลายชนิด และอาการก็จะแตกต่างกันออกไป เชื้อแบคทีเรียบางตัวก่อให้เกิดอาการได้หลากหลาย ในขณะเดียวกับที่อาการแบบหนึ่งสามารถเกิดจากเชื้อได้หลายตัว (ดังเช่นข้อมูลในตารางข้างล่าง) บทความนี้เราจะยกตัวอย่างอาการและเชื้อที่พบได้ค่อนข้างบ่อย อาการที่บ่งบอกได้คร่าวๆ ว่าปลาติดเชื้อแบคทีเรียก็คือ เริ่มแรกปลาจะซึม ชอบนอนซุกตัวอยู่มุมตู้ ไม่ค่อยว่ายน้ำ เมื่ออาการหนักขึ้นปลาบางชนิดอาจจะกินอาหารลดลง อาการต่อมาที่จะพบคือ เริ่มมีจุดเลือดออกที่ลำตัว หรือมีการตกเลือดที่บริเวณครีบ ครีบกร่อน บางตัวที่ติดเชื้อหลายวันแล้วจะพบแผลหลุมที่ผิวหนัง มีอาการตาโปน ช่องท้องขยาย เกล็ดตั้ง ซึ่งอาการที่พบอาจจะพบเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ขึ้นกับชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค ในกรณีที่ปลาติดเชื้อเรื้อรัง (ติดเชื้อเป็นเวลานาน แต่ไม่ตาย) เช่น ติดเชื้อวัณโรคปลา ก็จะทำให้ปลาผอม มีแผลที่ลำตัว และมักจะมีสีซีดลง และที่สำคัญ อาการบางอย่างไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมกันได้ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคควรดูหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น อาการปลาตาโปน เกิดได้จากทั้งแบคทีเรีย พยาธิ ไวรัส เชื้อรา ขาดวิตามิน ความผิดปกติของร่างกาย หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงในระบบที่คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมเป็นเวลานานก็ทำให้ตาอักเสบ และเกิดลักษณะตาโปนได้ |
|
|||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||
|
|
ปลาติดเชื้อได้อย่างไร ปลาใหม่ที่นำมาเลี้ยงโดยไม่ได้กักโรค หรือแม้กระทั่งน้ำและอาหารสดที่นำมาใช้เลี้ยงปลาก็สามารถเป็นตัวนำเชื้อได้ นอกจากนี้แบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila ที่ทำให้เกิดอาการตกเลือดและเป็นแผลหลุม ปกติจะมีอยู่ในน้ำอยู่แล้วและไม่ทำให้ปลาป่วย แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันของปลาลดลง เช่นอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คุณภาพน้ำไม่ดี ปลาเครียด ก็จะทำให้แบคทีเรียตัวนี้ก่อโรคขึ้นมาได้ ดังเช่นที่บางคนอาจจะสงสัยว่า "ทำไมอยู่ดีๆ ทำไมปลาที่บ้านตกเลือด ทั้งๆที่เลี้ยงเหมือนเดิม อาหารก็เหมือนเดิม และก็ไม่ได้นำปลาใหม่เข้ามาด้วย" ซึ่งอาจจะลืมคิดไปถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ (เช่น กลางวันร้อน กลางคืนเย็น) ทำให้อุณหภูมิน้ำแกว่ง ปลาก็เลยเครียด ทำให้ไวต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะกับปลาที่เลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก เช่น โหลแก้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การเป็นโรคชนิดอื่นๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ เช่นไวรัส เชื้อรา หรือแม้กระทั่งจุดขาว (ปัจจัยใดๆ ก็ตามที่ทำให้ปลาอ่อนแอลง หากทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข มักจะพบการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา) บางครั้งการมีพยาธิภายนอก เช่น เห็บระฆัง หรือปลิงใส ก็ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน โดยเจ้าปรสิตพวกนี้จะไปสร้างความรำคาญให้ปลา และเนื่องจากการคัน ปลาก็จะพยายามเอาตัวไปถูตู้หรือก้อนหิน ทำให้ผิวหนังเป็นแผล เชื้อแบคทีเรียก็เข้าสู่ผิวหนังง่ายขึ้น และบางครั้งพยาธิภายนอก เช่น เห็บปลา หรือ หนอนสมอซึ่งมีขนาดใหญ่ เวลาเกาะกับตัวปลาก็จะทำให้เกิดแผล ก็เป็นช่องทางให้แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน การใช้สารเคมีบางอย่างบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุโน้มนำทำให้ปลาติดเชื้อแบคทีเรียได้ เนื่องจากสารเคมีบางอย่างจะทำให้ปลาระคายเคือง เครียด และอ่อนแอ บางครั้งเกลือที่เราใช้กันบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุโน้มนำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน ในกรณีที่ใช้เกลือในปริมาณมาก หรือใส่เกลือเมื่อมีการถ่ายน้ำทุกครั้ง โดยที่ไม่ได้ระวังหรือคำนึงถึงปริมาณเกลือที่สะสมอยู่ในน้ำ เกลือที่มีในน้ำจะไม่ระเหยหรือสลายไปไหน การถ่ายน้ำเป็นทางเดียวที่จะกำจัดเกลือออกไปจากระบบได้ง่าย แต่เมื่อการถ่ายน้ำทุกครั้ง เกลือที่ไปพร้อมกับการถ่ายน้ำ น้อยกว่าที่เติมเข้าไปหลังการถ่ายน้ำ ระบบการเลี้ยงนั้นก็จะมีเกลือสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหา ทำให้เมือกบนตัวปลาซึ่งมีส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง ลดลงหรือหายไป ก็ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังง่ายขึ้น ระบบขับถ่ายเกลือของปลาทำงานหนักขึ้น สุดท้ายปลาอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียเนื่องจากสาเหตุเหล่านี้ได้ |
|||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
|
แล้วเราจะป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียได้ยังไง เริ่มตั้งแต่ที่ร้านขายปลา โดยเลือกปลาที่มีสุขภาพดี ว่ายน้ำปกติ ไม่นอนซุกตัวอยู่มุมตู้ และบนตัวไม่พบความผิดปกติใดๆ เช่น แผล ตกเลือด ครีบเปื่อยหรือกร่อน นอกจากนั้นแล้วปลาตัวอื่นๆ ในตู้ก็ควรจะมีลักษณะปกติด้วย หากพบปลาตัวใดตัวนึงในตู้มีแผลหลุม หรือตกเลือดอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่ควรเลือกปลาตู้นี้ เมื่อเลือกปลาได้แล้ว พอเอากลับบ้าน ถ้าหากมีปลาเก่าอยู่แล้วก็ควรกักโรคให้ปลาใหม่เสียก่อนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ (บางครั้งปลาใหม่ที่นำกลับมาบ้านพบว่าปกติดี แต่พอเอามารวมกันปลาเก่าก็เริ่มป่วย ซึ่งเกิดจากปลาใหม่นั้นมีความคงทนต่อโรคที่มีในตัวอยู่แล้ว ในขณะที่ปลาเก่าไม่มีเนื่องจากไม่มีการติดเชื้อในขณะนั้น ทำให้เมื่อเอามารวมกันปลาเก่าจึงติดเชื้อจากปลาใหม่และป่วย) การกักโรคปลาใหม่ควรทำอย่างน้อย 7 วัน อาจจะใช้เกลือแช่เพื่อกำจัดพวกพยาธิภายนอกบางตัว และช่วยลดความเครียดของปลาได้ เมื่อไม่พบอาการผิดปกติของปลาจึงค่อยปล่อยรวมกันกับปลาเก่า |
||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
|
หากมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนมาก อาจจะใช้ฮีทเตอร์ช่วยเพื่อให้อุณหภูมิน้ำคงที่และลดความเครียดของปลาด้วย นอกจากนี้ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิน้ำ หากน้ำเย็นเมตาบอลิซึมของปลาก็จะลดลง ระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อก็จะลดลงไปด้วย การใช้ฮีทเตอร์ก็จะช่วยในเรื่องนี้ด้วย บางท่านคงเคยใช้สารเสริม เช่น วิตามิน ผสมอาหารหรือละลายน้ำให้ปลากิน ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันการป่วยได้บ้าง เนื่องจากวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างมีผลต่อการทำงานของร่างกาย เมื่อร่างกายทำงานได้ปกติปลาก็จะมีสุขภาพดี และต้านทานต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น |
![]() |
|||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
|
ถ้าพบว่าปลาป่วยควรจะทำยังไงดี ถ้าพบปลาป่วยขั้นแรกสุดควรรีบแยกออกมาเลี้ยงเพียงตัวเดียว เพราะปลาป่วยย่อมมีเชื้อโรคมากซึ่งมีโอกาสจะแพร่โรคให้ตัวอื่นได้ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อแบคทีเรียนี้จะเป็นโรคที่มีการระบาดได้รวดเร็วมาก ซึ่งมักจะภายใน 2-3 วัน วิธีรักษาคือการให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ โดยปกติเราจะใช้ยากลุ่มที่ใช้รักษาปลาโดยเฉพาะ แบบที่มีขายทั่วไปก่อน (ไม่ใช่ยาสำหรับสัตว์อื่น หรือสำหรับมนุษย์) ซึ่งเป็นยาที่สามารถรักษาโรคได้และมีผลเสียต่อปลาน้อยกว่า การเลือกใช้ยาที่ใช้กับคนโดยไม่ได้ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของยาต่อเชื้อแบคทีเรียในปลาและผลข้างเคียงของยาแล้ว นอกจากการรักษาอาจจะไม่ได้ผล ยังทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยาและไม่สามารถใช้ยากลุ่มอื่นรักษาได้ นอกจากนี้ยาบางกลุ่มยังมีผลต่อการทำงานของตับหรือไตอย่างรุนแรง ดังนั้นการใช้ยาที่ผิดแปลกไปจากที่ขายเพื่อรักษาสัตว์น้ำ ควรมีการศึกษาหรือปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้เพื่อป้องกันผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น วิธีดูว่าปลาตอบสนองต่อยาหรือไม่นั้น โดยปกติแล้วถ้าให้ยาตรงกับโรค ขนาด(dose) ถูกต้อง ภายหลังจากได้รับยาประมาณ 2-3 วัน อาการป่วยของปลามักจะดีขึ้น ส่วนวิธีการให้ยาปฏิชีวนะแก่ปลามีหลายวิธี ขึ้นกับความสะดวกและระยะของอาการป่วย วิธีการให้ยาแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป (ดังตารางข้างล่าง) สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม |
![]() |
|||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
***หากหมั่นสังเกตอาการปลาที่เลี้ยงบ่อยๆ ก็จะพบอาการป่วยได้เร็ว ทำให้โอกาสในการรักษาหายยิ่งมากขึ้น*** *** ใส่ใจปลาที่คุณเลี้ยงสักนิด ปลาก็จะอยู่กับคุณได้นานๆ*** |
||||||||||||||||||
|
รูปภาพบางส่วนจาก http://www.fishjunkies.com/images/LiorT-dropsy1.jpg http://www.ucs.louisiana.edu/~jlm2431/dropsy.jpg http://www.aquariumcorner.com/images/dropsy%20pic2-photo%20contributed%20by%20Tom%20Byrne.JPG |
||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
|
หน้าหลัก / ผลิตภัณฑ์ / สั่งสินค้า / บทความ |
||
|
© Copyright 2007-2010 AQUA MEDICAL. All right reserved. |
||
|
บทความและเนื้อหาทั้งหมดในเวบไซด์นี้สงวนลิขสิทธิ์โดย AQUA MEDICAL ห้ามนำไปเผยแพร่ที่อื่นใด หรือทำการคัดลอกเพื่อผลประโยชน์อื่นใด โดยมิได้รับอนุญาตจากทางเราก่อน |
||