|
|
โรคติดเชื้อโปรโตซัวในปลาสวยงาม เป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยทั้งในอดีตและปัจจุบัน
โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่เชื้อมีการพัฒนาตัวเองไปอย่างมากและมีการดื้อยาในบางพื้นที่
และอาการของโรคมีผลต่อคุณภาพของปลาสวยงามโดยตรง
ผู้เลี้ยงปลาสวยงามจึงควรให้ความสำคัญของการจัดการปัญหาของโรคโปรโตซัวมากยิ่งขึ้น
โอกาสที่จะเกิดโรคจากโปรโตซัวในระบบการเลี้ยงปลาสวยงาม
มีทุกรูปแบบและในปลาทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล
ในตู้เลี้ยง ในบ่อ ในอ่าง ในแท็งก์ขนาดใหญ่อย่างใน
aquarium
หรือแม้แต่ในโหลปลาเล็กๆ |
| |
|
|
|
โรคติดเชื้อจากโปรโตซัว คืออะไร
เชื้อโปรโตซัวเป็นจุลชีพที่พบได้ทั่วไปในน้ำอยู่แล้ว
บางชนิดอาศัยอยู่กับตัวปลา บางชนิดล่องลอยอิสระ
และบางชนิดอยู่กับวัสดุในน้ำ ในยามที่คุณภาพน้ำดี
ปลาสุขภาพแข็งแรงจะไม่มีปัญหาใดๆ
แต่เมื่อใดที่ปลาอ่อนแอลงหรือคุณภาพน้ำแย่ลง โปรโตซัวจึงจะก่อให้เกิดโรคได้
โปรโตซัวที่มักเป็นปัญหาและพบได้ง่ายในระบบการเลี้ยงปลาสวยงาม
อย่างเช่น Hexamita และ
Spironucleus ทำให้เกิดโรครูบนหัว (Hole In The
Head : HITH) ในปลาน้ำจืด
โดยเฉพาะกลุ่มปลาหมอ Cichlid ปลาปอมปาดัว
ปลาเทวดาจะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และโรคแผลกร่อนในปลาทะเล (Head and
Lateral Line Erosion : HLLE) โดยเฉพาะในกลุ่มปลาสินสมุทร
และปลาขี้ตังเบ็ด Tangs และ
ยังมีเชื้อโปรโตซัวอื่นๆ
อีกมากแต่ในบทความนี้จะของเสนอในส่วนของโปรโตซัวกลุ่ม Hexamitids
เท่านั้นเพราะเป็นโรคที่พบได้ง่ายเสมอๆครับ |

เชื้อโปรโตซัวที่พบได้บ่อย
ในทางเดินอาหารของปลา
 |
| |
|
|
 |
เกิดจากอะไร
ปกติในปลาทั่วไปแล้วเชื้อกลุ่ม Hexamitids
พบได้ทั่วไปในทางเดินอาหารของปลา เป็นเชื้อประจำถิ่น
ปกติจะไม่มีการรบกวนปลามากจนเกิดเป็นความผิดปกติใดๆ
แต่เมื่อใดที่คุณภาพน้ำในที่เลี้ยงลดลง แย่ลง ค่าแอมโมเนีย ไนไตร์ทสูงขึ้น
จะมีโอกาสป่วยจากเชื้อโปรโตซัวได้มาก และในการเลี้ยงปลาในน้ำเก่า
ค่าไนเตรทสูงขึ้นก็มีโอกาสเหนี่ยวนำให้ป่วยได้ง่ายขึ้นด้วย
สุขภาพของปลาก็สำคัญ ในยามที่ปลาแข็งแรงก็จะไม่มีปัญหาอะไร
แต่หากคุณภาพของสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป อุณหภูมิเปลี่ยนไป ปลาเครียด
สุขภาพปลาก็ลดลงด้วยและนั่นก็คือเวลาที่เชื้อโปโตซัว
และเชื้อโรคอื่นๆจะแสดงอาการออกมา
เรื่องของอาหารก็สำคัญ อาหารที่มาจากแหล่งไม่สะอาด หรือเก่า บูด คุณภาพแย่
ขาดวิตามินหรือมีไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้สุขภาพปลาแย่ลงแล้ว
ยังทำให้ในทางเดินอาหารผิดปกติไปด้วยเช่นกัน คือ
โปรโตซัวในทางเดินอาหารสามารถเจริญเติบโตได้ดีขึ้นจากการที่สภาวะในลำไส้เปลี่ยนไปไม่เหมาะสมกับการย่อยอาหารของปลา
แต่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของโปรโตซัวมากขึ้น โปรโตซัวที่ขยาย
เจริญเติบโตมากเกินไป ผิดปกติจึงก่อโรคได้ การให้อาหารสด
และอาหารแช่แข็งมากเกินไป มักทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ |
|
|
|
อาการเป็นอย่างไร
อาการของโรคจากเชื้อ Hexamitids
อาจจะเกิดได้หลายรูปแบบ แต่ที่เป็นหลักสำคัญพอจะบอกได้อย่างคร่าวๆคือ
การบวมอักเสบของลำไส้
(มองจากภายนอกอาจจะเห็นท้องบวมผิดปกติในส่วนใกล้รูทวาร), ถ่ายเหลว
เป็นเมือก มูกใส หรือมูลมีสีขาวขุ่น, มีอาหารไม่ย่อยปนมาในมูลปลาผิดปกติ,
หัวและ/หรือเกล็ดบริเวณเส้นข้างตัว
รอบๆแผ่นปิดเหงือก และใต้คางมีอาการกร่อน อาจจะกร่อนลงไปจนทะลุเกล็ดหรือกระโหลกในบางกรณี
เป็นต้น
ในปลาบางชนิดจะมีโอกาสเกิดโรคได้ง่ายกว่าปลาอื่นๆ ดังที่บอกมาข้างตัน
และในปลาบางชนิดมีอาการลักษณะเฉพาะ เช่น ในปลาออสก้า
มักจะพบรูขนาดเท่าปลายเข็มเรียงตัวเป็นวงกลมบริเวณหัวก่อน
จึงค่อยขยายต่อไปจนกร่อนเป็นหลุมลึก มักพบในปลาอายุมาก
มากกว่าในปลาอายุน้อย หรือในปลาทะเลพวก Tangs
ที่มักพบการกร่อนทั้งที่หัวและเส้นข้างตัวไปพร้อมๆกัน
แม้ในหลายๆ
รายอาการดังกล่าวจะไม่รุนแรงนักแต่ก็ส่งผลให้คุณภาพของปลาสวยงามลดลงจากแผลเป็นของโรคได้
ส่วนในปลาที่ไวต่อโรค HITH และ HLLE
ก็อาจจะถึงตายได้โดยง่าย |
|
| |
|
|
 |
| |
|
|
|
|
การรักษาโรค
การรักษาโรคกระทำได้หลายวิธี วิธีที่พบเห็นการใช้มากที่สุดคือการแช่ยา
แต่การแช่ยานี้ก็เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลดีนักในการรักษา
และยาที่ให้ผลต่อเชื้อโปรโตซัวในกลุ่ม Hexamitids
ได้ดีก็คือยา Metronidazole
แต่ยาตัวดังกล่าวละลายน้ำได้ยาก และมีราคาค่อนข้างสูง
และด้วยวิธีการแช่ก็ให้ผลการรักษาที่ต่ำนี้เอง
อีกทั้งเชื้อโปรโตซัวที่ก่อโรคก็มักอาศัยอยู่ในลำไส้ปลาเป็นหลัก
ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำก็มีเพียงส่วนน้อย
การใช้ยาชนิดกิน
ผสมอาหารจึงมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคนี้สูงกว่ามาก
และเป็นที่นิยมใช้ในหลายประเทศทางยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น
โดยเฉพาะการจัดการใน Aquarium
หรือในฟาร์มเพาะเลี้ยง
ในแผลกร่อนที่เกิดจากเชื้อ Hexamitids
ก็แทบไม่มีตัวเชื้อเหลือเกาะอยู่เลย
เนื่องจากเชื้อเป็นชนิดที่สามารถว่ายน้ำ เคลื่อนที่ได้เร็ว
การใช้ยาแช่จึงไม่เป็นผลเท่าไรนัก ไม่แนะนำให้ใช้ยาไปในวิธีที่ไม่ควร เช่น
การนำยา Metronidazole มาบดและป้ายแผลที่หัว
หรือลำตัว
เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้วยังเป็นการทำให้ปลาเครียดมากขึ้นและมีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้นด้วย
*** คำแนะนำ
ในการใช้ยา Metronidazole
ด้วยวิธีการแช่จะทำให้ระบบกรองสูญเสียประสิทธิภาพไปบางส่วน
เนื่องจากแบคทีเรียบางกลุ่มไวต่อยานี้ และการะลายน้ำได้น้อยจึงควรคำนวนเผื่อการสูญเสียด้วย |
|
|
|
|
การป้องกัน
การถ่ายน้ำและดูแลรักษาคุณภาพน้ำ
ระบบกรองให้ดีเป็นหนทางที่ช่วยให้ปลามีสุขภาพที่ดี
ห่างไกลจากการเกิดโรคได้แทบทุกชนิด รวมถึงโรคติดเชื้อโปรโตซัวด้วย
การหมักหมมของอินทรีย์สารต่างๆในตู้ปลาอาจจะทำให้เกิดของเสียปริมาณมากออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฉะนั้นจึงควรเช็คหาจุดบอดของการหมุนเวียนของน้ำในตู้ให้ดี เช่นใต้กรวด
ใต้กองหิน เป็นต้น
วัสดุกรองบางประเภทก็อาจจะทำให้โอกาสการเกิดโรคจากโปรโตซัวสูงขึ้นได้เช่นกัน
เช่น Activated carbon
เนื่องจากการดูดซับของเสียเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ไม่สามารถเก็บกักได้อีกต่อไป
ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นอย่างมากในแต่ละวันไม่หายไปไหน
คุณภาพน้ำจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว
หรือแม้แต่การเสื่อมสภาพของคาร์บอนด้วยเช่นกัน
การให้อาหารที่มีวิตามิน
C และ E
สูงขึ้นจะช่วยลดความเครียดของปลาลงได้อย่างมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ดี
และอาหารที่มีความสดใหม่ หรืออาหารเม็ด ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้มาก
อาหารสดบางชนิดควรมีการทำความสะอาดที่ดีก่อน อาจจะด้วยการล้างด้วยน้ำเกลือ
หรือน้ำจืดสะอาดๆ ก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนี้การถ่ายพยาธิและโปรโตซัวเป็นประจำทุก
3-4 เดือน ในปลาที่กินอาหารสดบ่อยๆ
ก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงได้มาก
การถ่ายพยาธิและโปรโตซัวควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนการใช้ยา |
|
|
|
|
|
|
|
ข้อควรจำสำหรับผู้เลี้ยงปลาสวยงาม
การเลี้ยงปลาสวยงามทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในรูปแบบใดก็ตาม ในตู้
ในอ่าง ในบ่อปูน หรือบ่อดิน การให้อาหารสด อาหารเม็ด
และปลาทุกชนิดมีโอกาสเกิดปัญหาเนื่องจากเชื้อโปรโตซัวในลำไส้ได้ทั้งสิ้น
บางครั้งผู้เลี้ยงอาจจะดูอาการไม่ออกและปลาก็ได้ป่วยไปมากแล้ว
ในปลาบางชนิดมีความทนทานสูง
ดูออกยากแต่ก็อาจจะเป็นพาหะทำให้ปลาอื่นๆติดเชื้อตามไปได้ด้วย เช่นปลาซักเกอร์
การระวังและใส่ใจในคุณภาพการเลี้ยงดูจึงสำคัญ |
 |
|
|
|
|